ตัวเลขภาพรวมทั้งแบรนด์
ข้อมูลจาก WatchCharts ณ ต้นปี 2569 เทียบราคาซื้อขายในตลาดมือสองทั่วโลก กับราคาป้ายของแต่ละแบรนด์
| แบรนด์ | ราคามือสองเทียบราคาป้าย | อ่านว่า |
|---|---|---|
| Rolex | สูงกว่าราว 6.7% | ยังขายต่อได้เกินราคาป้ายในภาพรวม |
| Omega | ต่ำกว่าราว 36% | ตกราคาแล้วค่อนข้างมากเมื่อเทียบราคาป้าย |
| Tudor | ต่ำกว่าราว 41% | ตกมากที่สุดในสามแบรนด์เมื่อดูภาพรวม |
แต่ตัวเลขภาพรวมนี้ทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นค่าเฉลี่ยของทุกรุ่นในแบรนด์รวมกัน ทั้งรุ่นที่คนแย่งกันซื้อและรุ่นที่ขายไม่ออก ถ้าดูรายรุ่นภาพจะเปลี่ยนไปเยอะ
แหล่งข้อมูล: WatchCharts (Value Retention) อ้างอิง ณ ต้นปี 2569 ตัวเลขเป็นตลาดโลกเทียบราคาป้ายในต่างประเทศ ตลาดเคลื่อนไหวได้ตลอด และตลาดไทยต่างออกไป ดูหัวข้อ “ตัวเลขนี้ใช้กับเมืองไทยได้แค่ไหน” ด้านล่าง
ดูรายรุ่นแล้วภาพเปลี่ยน
| กลุ่มรุ่น | เก็บมูลค่าเทียบราคาป้าย |
|---|---|
| Rolex สเตนเลสสายสปอร์ต — Submariner, GMT-Master II, Daytona | ราว 85-120% |
| Tudor Black Bay | ราว 75-94% |
| Omega Speedmaster Professional (Moonwatch) | ราว 60-80% |
| Omega รุ่นทั่วไปอื่น ๆ | ราว 50-70% |
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตารางนี้คือ Tudor Black Bay ซึ่งภาพรวมแบรนด์ดูแย่ที่สุด แต่ตัวรุ่นนี้เก็บมูลค่าได้ในระดับที่ดีมาก สำหรับนาฬิกาในช่วงราคาของมัน ส่วน Omega รุ่นทั่วไปที่ไม่ใช่ Speedmaster คือกลุ่มที่ฉุดค่าเฉลี่ยของแบรนด์ลง
บทเรียนคือ รุ่นสำคัญกว่าแบรนด์ Rolex รุ่นที่คนไม่นิยมก็ตกราคาได้ และ Tudor รุ่นที่คนนิยมก็เก็บมูลค่าได้ดี อย่าเลือกจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว
ทำไม Rolex ต่างจากอีกสองแบรนด์ขนาดนี้
ไม่ใช่เพราะนาฬิกาดีกว่าในเชิงกลไก ถ้าวัดกันด้วยความเที่ยงและงานประกอบ สามแบรนด์นี้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปแยกไม่ออกในการใช้งานจริง เหตุผลจริงเป็นเรื่องตลาด
- ของขาดตลาดต่อเนื่องหลายปี ในรุ่นที่คนต้องการมากที่สุด คนที่อยากได้แล้วรอคิวไม่ได้จึงยอมจ่ายแพงกว่าราคาป้ายในตลาดมือสอง
- คนรู้จักชื่อทั้งโลก ทำให้หาคนซื้อได้เร็วในเกือบทุกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ราคาไม่ตกเวลาต้องขายเร็ว
- ราคาป้ายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อของใหม่แพงขึ้น ของมือสองก็ถูกดันขึ้นตาม
ข้อสังเกตหนึ่งที่ควรรู้ไว้ ตัวเลขที่ Rolex สูงกว่าราคาป้าย 6.7% นั้น ลดลงจากช่วงปลายปี 2568 ราว 3.4% สาเหตุหลักคือร้านตัวแทนขึ้นราคาป้าย ไม่ใช่เพราะราคาตลาดมือสองตก เวลาอ่านข่าวเรื่องนี้ต้องดูให้ออกว่าเลขขยับเพราะอะไร
ตัวเลขนี้ใช้กับเมืองไทยได้แค่ไหน
ใช้เป็นแนวทางว่ารุ่นไหนขายต่อง่ายกว่ารุ่นไหนได้ แต่อย่าเอาเปอร์เซ็นต์มาคูณกับราคาที่คุณจ่ายในไทย
| เรื่อง | ตลาดโลก | เมืองไทย |
|---|---|---|
| ราคาป้าย | เป็นฐานที่ตัวเลขในบทความอ้างอิง | สูงกว่า เพราะมีภาษีนำเข้าและภาษีอื่นบวกมา |
| จำนวนคนซื้อ | มาก กระจายหลายประเทศ | จำกัด ยิ่งเรือนแพงยิ่งหาคนซื้อยาก |
| ความเร็วในการขาย | เรือนยอดนิยมขายได้ในวันเดียว | ขึ้นกับว่าตอนนั้นมีคนหาเรือนนั้นอยู่หรือเปล่า |
ผลที่ตามมาคือ ถ้าคุณซื้อในไทยที่ราคาป้ายบวกภาษีแล้ว จุดคุ้มทุนของคุณจะสูงกว่าคนที่ซื้อในต่างประเทศ ต่อให้เป็นเรือนเดียวกันรุ่นเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่คนไทยหลายคนอ่านข่าวว่า Rolex ขายต่อได้เกินราคาป้าย แล้วมาขายจริงกลับได้ต่ำกว่าที่คิด
ถ้าตอนนี้มีอยู่แล้วและอยากขาย ทำอย่างไรให้ได้ราคาดีที่สุด
- หากล่องกับใบให้เจอ ส่วนต่างจริงอยู่ที่ประมาณ 8-15% ในกลุ่มเรือนยอดนิยม ไม่ถึงกับตกครึ่งอย่างที่หลายคนกลัว รายละเอียดอยู่ใน บทความเรื่องไม่มีกล่องใบ
- อย่าเพิ่งเอาไปล้างเครื่องเพราะคิดว่าจะได้ราคาเพิ่ม หลายกรณีค่าล้างแพงกว่าส่วนต่างที่ได้ อ่านการเทียบตัวเลขได้ที่ ล้างเครื่องก่อนขายคุ้มไหม
- อย่าขัดเงาเรือน การขัดทำให้เหลี่ยมสันหายไปและนักสะสมมองเป็นข้อเสีย เรือนที่มีรอยใช้งานตามปกติมักได้ราคาดีกว่าเรือนที่ถูกขัดจนมนแล้ว
- ถ้าไม่รีบ ลองบริการฝากขาย ได้ราคาสูงกว่าขายขาดแต่ต้องรอ ดูรายละเอียดที่ บริการฝากขายนาฬิกา
- เทียบ 2-3 ร้าน พอดี มากกว่านั้นมักไม่ได้เพิ่มขึ้นมากแต่เสียเวลา
ส่งรูปมาถามราคาก่อนได้เลย ไม่ต้องรู้ว่ารุ่นอะไร ถ่ายหน้าปัด ด้านหลัง กับตัวล็อกสายมาก็พอ เราตีราคาคร่าว ๆ ให้ก่อน ถามเฉย ๆ ไม่ขายก็ได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย
สรุปว่าถ้าจะซื้อเพื่อขายต่อง่าย ควรเลือกอะไร
Tudor เป็นแบรนด์ในเครือ Rolex ทำไมเก็บมูลค่าต่างกันมาก
ตัวเลขในบทความนี้อัปเดตเมื่อไหร่
ร้านคิดราคารับซื้อจากเปอร์เซ็นต์พวกนี้เลยไหม
ถ่ายรูปด้วยมือถือแล้วส่งมาทาง LINE @625thecr หรือโทร 092-883-9799 — ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด ถามเฉย ๆ ไม่ขายก็ได้